คู่มือนำเข้า
คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับการนำเข้าสินค้าอาหารมายังประเทศไทย
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดอาหารที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นศูนย์กลางการส่งออกต่อของภูมิภาค จึงเป็นปลายทางที่น่าสนใจสำหรับวัตถุดิบอาหาร สินค้าอาหารบรรจุเพื่อจำหน่ายปลีก เครื่องดื่ม และสินค้าเฉพาะทาง ขณะเดียวกันก็เป็นตลาดอาหารที่มีการกำกับดูแลเข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค และการกำกับดูแลนั้นเริ่มต้นก่อนที่สินค้าจะมาถึงท่าเรือไทยเป็นเวลานาน
การนำเข้าอาหารมีสองหน่วยงานเป็นแกนหลัก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ภายใต้กระทรวงสาธารณสุข กำกับดูแลตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ว่าด้วยผู้มีสิทธินำเข้าอาหาร สินค้าใดต้องขออนุญาตหรือขึ้นทะเบียน ฉลากต้องแสดงข้อความใด และสิ่งใดจะถูกตรวจ ณ ด่านนำเข้า ส่วนกรมศุลกากรกำกับดูแลตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ว่าด้วยการยื่นใบขนสินค้า การประเมินราคา อากรและภาษีมูลค่าเพิ่ม และการตรวจปล่อยสินค้า
เมื่อสินค้าอาหารค้างอยู่ที่ท่าเรือไทย สาเหตุมักไม่ใช่เรื่องการขนส่ง แต่มักเป็นเพราะยื่นขอใบอนุญาตช้าเกินไป เพราะสันนิษฐานประเภทของอาหารเอาเองแทนที่จะตรวจสอบให้แน่ชัด หรือเพราะฉลากไม่มีข้อความครบตามที่กฎหมายไทยกำหนด คู่มือนี้จะอธิบายสิ่งที่ต้องเตรียมให้พร้อม เรียงตามลำดับที่ท่านต้องใช้จริง
ใครกำกับดูแลการนำเข้าอาหาร และมีใครเกี่ยวข้องบ้าง
อาหารที่นำเข้าเพื่อจำหน่ายในประเทศไทยอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติอาหาร และอาหารนำเข้าต้องเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกับอาหารที่ผลิตในประเทศ อย. มีอำนาจตรวจสอบสินค้าเมื่อมีการนำเข้า และสามารถกักสินค้าที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดได้
หน่วยงานอื่นอาจมีอำนาจกำกับดูแลเพิ่มเติมตามชนิดสินค้า สินค้าพืชอยู่ภายใต้กรมวิชาการเกษตร เนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์นม และผลิตภัณฑ์จากสัตว์อื่น ๆ อยู่ภายใต้กรมปศุสัตว์ สัตว์น้ำอยู่ภายใต้กรมประมง และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่ภายใต้กรมสรรพสามิตเพิ่มอีกหน่วยงานหนึ่ง แต่ละหน่วยงานอาจกำหนดให้ต้องมีใบอนุญาตของตนเอง และแต่ละแห่งใช้ระยะเวลาดำเนินการไม่เท่ากัน
การนำเข้าอาหารหนึ่งครั้งมักเกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนร่วมทั้งหมดต่อไปนี้
- ผู้ผลิตหรือผู้ส่งออกในต่างประเทศ
- ผู้นำเข้าในประเทศไทย ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่มีใบอนุญาตและมีชื่อปรากฏในใบขนสินค้า
- ตัวแทนออกของที่ได้รับอนุญาต
- ผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ
- สายเรือหรือสายการบิน
- กรมศุลกากร
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
- หน่วยงานเฉพาะด้านตามชนิดสินค้า เช่น กรมวิชาการเกษตร หรือกรมปศุสัตว์
เนื่องจากความรับผิดชอบกระจายอยู่กับผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก การประสานงานจึงต้องเกิดขึ้นก่อนบรรจุสินค้า ไม่ใช่ตอนที่เรือใกล้เทียบท่าเหลืออีกสามวัน
การขออนุญาต: บริษัทก่อน แล้วจึงถึงตัวสินค้า
ผู้นำเข้าต้องเป็นบุคคลหรือนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย มีทะเบียนพาณิชย์และมีสถานประกอบการในประเทศ ในทางปฏิบัติหมายถึงบริษัทที่จดทะเบียนในไทยและมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ผู้ผลิตหรือผู้ขายในต่างประเทศไม่สามารถนำเข้าสินค้ามายังประเทศไทยในนามของตนเองได้
ใบอนุญาตนำเข้าอาหารจาก อย.
การนำเข้าอาหารเพื่อจำหน่ายต้องมีใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาหาร คือใบอนุญาตนำเข้าหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักร ใบอนุญาตออกให้แก่บริษัท มิใช่ออกให้รายเที่ยวเรือ ใบอนุญาตฉบับเดียวครอบคลุมการนำเข้าทุกครั้งของบริษัทนั้น และตามพระราชบัญญัติอาหารมีอายุถึงวันที่ 31 ธันวาคมของปีที่สามนับแต่ปีที่ออกใบอนุญาต จากนั้นจึงต่ออายุ การยื่นคำขอทำผ่านระบบ e-Submission ของ อย. ซึ่งต้องมีบัญชี OPEN ID จากสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัลเสียก่อน
คำขอต้องแนบหลักฐานเกี่ยวกับตัวสินค้าและมาตรฐานการผลิตของโรงงานผู้ผลิต โดยทั่วไปคือใบรับรอง GMP หรือมาตรฐานที่เทียบเท่าและเป็นที่ยอมรับสำหรับสถานที่ผลิต นอกจากนี้ผู้นำเข้าต้องมีสถานที่เก็บอาหารเป็นการเฉพาะ และ อย. จะตรวจประเมินและอนุมัติสถานที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการออกใบอนุญาต
การลงทะเบียนกับกรมศุลกากร
นอกจากนี้ ผู้นำเข้าต้องลงทะเบียนกับกรมศุลกากรเพื่อยื่นเอกสารทางอิเล็กทรอนิกส์ การตรวจปล่อยสินค้านำเข้าของไทยดำเนินการผ่านระบบศุลกากรไร้เอกสาร (e-Customs) และระบบ National Single Window ดังนั้นการลงทะเบียนและใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังไม่หมดอายุต้องพร้อมก่อนยื่นใบขนสินค้าฉบับแรก ตัวแทนออกของสามารถยื่นแทนผู้นำเข้าได้ แต่การลงทะเบียนเป็นของผู้นำเข้าเอง
ประเภทของอาหารเป็นตัวกำหนดขั้นตอนที่เหลือทั้งหมด
พระราชบัญญัติอาหารจำแนกอาหารออกเป็นกลุ่มตามระดับความเสี่ยง และกลุ่มที่สินค้าจัดอยู่เป็นตัวกำหนดว่าต้องขออนุญาตผลิตภัณฑ์ ต้องจดแจ้ง หรือเพียงมีฉลากที่ถูกต้องก็เพียงพอ โดยทั่วไป อย. แบ่งอาหารออกเป็นสี่ประเภท
- อาหารควบคุมเฉพาะ — กลุ่มที่ควบคุมเข้มงวดที่สุด ต้องมีใบอนุญาตผลิตภัณฑ์และเลขสารบบอาหารก่อนจำหน่าย
- อาหารที่กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน — ต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่ประกาศกำหนด พร้อมเอกสารประกอบและเลขสารบบอาหาร
- อาหารที่ต้องมีฉลาก — ควบคุมผ่านข้อกำหนดด้านฉลากเป็นหลัก
- อาหารทั่วไป — ควบคุมน้อยที่สุด แม้อาหารทั่วไปบางรายการยังต้องมีเลขสารบบอาหาร ขณะที่บางรายการได้รับยกเว้น
ในกรณีที่ต้องมีเลขสารบบอาหาร เลขดังกล่าวจะออกโดย อย. เมื่อขึ้นทะเบียนหรือจดแจ้งผลิตภัณฑ์และสูตรนั้น ๆ เป็นเลข 13 หลักที่แสดงอยู่ในเครื่องหมาย อย. บนฉลากภาษาไทย การขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์แยกต่างหากจากใบอนุญาตของผู้นำเข้า กล่าวคือ ใบอนุญาตระบุว่าบริษัทนำเข้าอาหารได้ ส่วนเลขสารบบอาหารระบุว่าสินค้ารายการนั้นจำหน่ายได้
การจำแนกประเภทผิดพลาดมีต้นทุนสูงทั้งสองทาง หากเข้าใจว่าอยู่ในประเภทที่ควบคุมน้อยกว่าความเป็นจริง สินค้าจะถูกระงับ หากเข้าใจว่าอยู่ในประเภทที่เข้มงวดกว่าความเป็นจริง ก็จะเสียเวลาหลายเดือนกับการขึ้นทะเบียนที่ไม่จำเป็น หากมีข้อสงสัย ควรตรวจสอบการจัดประเภทกับ อย. หรือที่ปรึกษาด้านกฎระเบียบก่อนที่ผู้ผลิตจะเริ่มผลิต
จัดทำฉลากภาษาไทยให้ถูกต้องก่อนบรรจุสินค้า
อาหารที่จำหน่ายในประเทศไทยต้องมีฉลากภาษาไทย ข้อความภาษาอังกฤษสามารถแสดงควบคู่กันได้ แต่ไม่อาจใช้แทนภาษาไทย ข้อความที่ต้องแสดงโดยทั่วไปประกอบด้วย
- ชื่ออาหาร
- เลขสารบบอาหารของ อย. ในกรณีที่ผลิตภัณฑ์ต้องมี
- ชื่อและที่อยู่ของผู้นำเข้า และของผู้ผลิต
- ปริมาณสุทธิเป็นระบบเมตริก
- ส่วนประกอบ
- ข้อมูลสารก่อภูมิแพ้
- วันเดือนปีที่ผลิตและวันหมดอายุ ตามรูปแบบที่กำหนด
- วิธีเก็บรักษาและวิธีใช้ ในกรณีที่ผลิตภัณฑ์นั้นกำหนดให้ต้องแสดง
การแสดงข้อมูลสารก่อภูมิแพ้ถูกตรวจสอบอย่างละเอียด และรายการสารก่อภูมิแพ้ที่ต้องแสดงของไทยมีการเพิ่มเติมมาเป็นระยะ จึงควรตรวจสอบรายการปัจจุบันใหม่ทุกครั้งแทนการนำอาร์ตเวิร์กที่เคยผ่านการอนุมัติมาใช้ซ้ำ การแสดงข้อมูลไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้องเพียงประการเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้สินค้าไม่ได้รับการตรวจปล่อย
การพิมพ์ฉลากภาษาไทยที่ประเทศต้นทางหรือติดฉลากทับหลังจากสินค้ามาถึงเป็นการตัดสินใจเชิงพาณิชย์ แต่การให้ผู้ผลิตพิมพ์มาให้ตั้งแต่ต้นทางมีต้นทุนต่ำกว่ามาก การติดฉลากใหม่ทั้งตู้สำหรับสินค้าค้าปลีกในประเทศไทยมีค่าดำเนินการ ค่าจัดเก็บ และใช้เวลา อีกทั้งสินค้ายังจำหน่ายไม่ได้จนกว่าจะติดฉลากเสร็จ
เอกสารที่ต้องเดินทางไปพร้อมกับสินค้าอาหาร
ชุดเอกสารที่ต้องใช้ขึ้นอยู่กับตัวสินค้า ประเทศต้นทาง และสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่จะขอใช้ แต่โดยทั่วไปสินค้าอาหารที่นำเข้ามายังประเทศไทยจะมีเอกสารดังนี้
- ใบกำกับสินค้า (Commercial Invoice) ระบุคู่สัญญา รายละเอียดสินค้า พิกัดศุลกากร ปริมาณ ราคาต่อหน่วยและราคารวม สกุลเงิน และเงื่อนไขการส่งมอบตาม Incoterms ที่ตกลงกัน
- บัญชีรายละเอียดบรรจุหีบห่อ (Packing List) ระบุจำนวนหีบห่อ เครื่องหมายและเลขหมาย น้ำหนักสุทธิและน้ำหนักรวม และขนาด
- ใบตราส่งสินค้าทางทะเลหรือทางอากาศ
- หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ซึ่งจำเป็นสำหรับการขอใช้สิทธิลดอัตราอากรภายใต้ความตกลงทางการค้า และต้องใช้แบบฟอร์มให้ถูกต้อง
- ใบรับรองสุขอนามัยหรือใบรับรองสุขศาสตร์สัตว์จากหน่วยงานประเทศต้นทาง สำหรับสินค้าอาหารหลายประเภท
- ใบรับรองสุขอนามัยพืชและใบอนุญาตนำเข้า สำหรับสินค้าพืช
- ใบอนุญาตนำเข้าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในกรณีที่ชนิดสินค้ากำหนดให้ต้องมี
- กรมธรรม์หรือใบรับรองการประกันภัย ในกรณีที่ค่าประกันภัยเป็นส่วนหนึ่งของราคาศุลกากร
ลำดับขั้นตอนการตรวจปล่อยสินค้าจริง
สำหรับการนำเข้าอาหารตามปกติที่จัดการเรื่องใบอนุญาตเรียบร้อยแล้ว ลำดับขั้นตอนจะเป็นดังนี้
-
ยืนยันใบอนุญาตและการขึ้นทะเบียน
ใบอนุญาตนำเข้ายังไม่หมดอายุ ประเภทของอาหารได้ข้อยุติแล้ว และได้รับเลขสารบบอาหารแล้วในกรณีที่ต้องมี ขั้นตอนนี้เกิดขึ้นล่วงหน้าหลายสัปดาห์ก่อนการจองระวาง มิใช่ทำไปพร้อมกัน
-
ผลิต ติดฉลาก และจัดทำเอกสาร
ผู้ผลิตผลิตสินค้าตามข้อกำหนดที่ตกลงกัน ติดฉลากภาษาไทยหากพิมพ์จากต้นทาง และออกใบกำกับสินค้า บัญชีบรรจุหีบห่อ และใบรับรองต่าง ๆ
-
จองระวางและส่งออกจากต้นทาง
ผู้รับจัดการขนส่งจองระวาง บรรจุและส่งสินค้าขึ้นพาหนะ และออกใบตราส่งสินค้าทางทะเลหรือทางอากาศ
-
ยื่นข้อมูลล่วงหน้าก่อนสินค้ามาถึง
ตัวแทนออกของจัดเตรียมใบขนสินค้าขาเข้าในระบบศุลกากรไร้เอกสาร และยื่นคำขอตรวจสอบการนำเข้าต่อ อย. ในกรณีที่ผลิตภัณฑ์กำหนดให้ต้องมี เพื่อไม่ให้ต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมดในวันที่สินค้ามาถึง
-
สินค้ามาถึงและยื่นใบขนสินค้า
ใบขนสินค้าจะถูกตรวจสอบกับบัญชีสินค้าของผู้ขนส่ง และระบบจะประเมินความเสี่ยงของสินค้า ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าจะตรวจปล่อยตามเอกสารหรือถูกคัดเลือกให้เปิดตรวจ
-
การตรวจตามกฎหมายเฉพาะ
อย. ตรวจ ณ ด่านอาหารและยาในกรณีที่เข้าข่าย และอาจเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจวิเคราะห์ ส่วนหน่วยงานอื่นจะตรวจสินค้าที่อยู่ในความรับผิดชอบของตน
-
ชำระอากรและภาษีมูลค่าเพิ่ม
อากรขาเข้าคำนวณจากราคาศุลกากร ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มคำนวณจากราคาศุลกากรบวกอากรขาเข้า แล้วชำระผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
-
ตรวจปล่อยและส่งมอบ
ศุลกากรตรวจปล่อยสินค้า รับตู้ออกจากท่า และขนส่งไปยังคลังสินค้าของผู้นำเข้าหรือส่งตรงถึงลูกค้า
มีสองประเด็นในลำดับขั้นตอนข้างต้นที่ควรวางแผนรองรับ ประการแรก การเปิดตรวจสินค้าและการเก็บตัวอย่างทำให้เสียเวลาหลายวันและคาดการณ์ล่วงหน้าได้ไม่แน่นอนเสมอไป ประการที่สอง ทุกวันที่ตู้สินค้าค้างอยู่ที่ท่าเรือหรืออยู่ในความครอบครองของสายเรือจะเกิดค่าจัดเก็บ ค่าเสียเวลาตู้ (demurrage) หรือค่าปรับคืนตู้ล่าช้า (detention) ด้วยเหตุนี้สินค้าที่ตรวจปล่อยล่าช้าจึงมักมีต้นทุนรวมสูงกว่าสินค้าที่เสนอราคาค่าขนส่งไว้สูงกว่าตั้งแต่แรก
อากร ภาษีมูลค่าเพิ่ม และต้นทุนนำเข้าส่วนที่เหลือ
อากรขาเข้าของไทยประเมินจากราคาศุลกากรของสินค้า ซึ่งกำหนดตามความตกลงว่าด้วยการประเมินราคาศุลกากรขององค์การการค้าโลกโดยใช้วิธีราคาซื้อขายที่แท้จริง และโดยทั่วไปคำนวณบนฐาน CIF คือราคาสินค้าบวกค่าประกันภัยและค่าระวางจนถึงท่าเรือของไทย ส่วนอัตราอากรมาจากการจำแนกพิกัดศุลกากร ดังนั้นพิกัดที่สำแดงจึงเป็นตัวชี้ขาดจำนวนอากร
จากนั้นจึงเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราปกติร้อยละ 7 โดยคำนวณจากราคาศุลกากรบวกอากรขาเข้าและค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง กล่าวคือ อากรเป็นส่วนหนึ่งของฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม มิใช่รายการแยกต่างหาก สำหรับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสินค้าบางประเภทจะมีภาษีสรรพสามิตเพิ่มอีกด้วย
สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรมักเป็นจุดที่ประหยัดต้นทุนได้มากที่สุด ประเทศไทยเป็นภาคีความตกลงทางการค้าผ่านอาเซียน รวมถึงความตกลงระดับภูมิภาคและทวิภาคีอีกหลายฉบับ และอาหารเป็นหมวดสินค้าที่อัตราภาษีตามสิทธิพิเศษอาจต่ำกว่าอัตราทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ การขอใช้สิทธิต้องมีหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าที่ถูกต้องและใช้แบบฟอร์มให้ตรงประเภท ด้วยเหตุนี้จึงควรจัดการเอกสารถิ่นกำเนิดให้เรียบร้อยก่อนการขนส่ง แทนการตามแก้ไขภายหลัง
ต้นทุนนำเข้ารวมมิได้มีเพียงอากรและภาษีมูลค่าเพิ่ม ยังรวมถึงค่าภาระหน้าท่าทั้งต้นทางและปลายทาง ค่าจัดทำใบขนสินค้า ค่าใบปล่อยสินค้าและเงินมัดจำตู้ ค่าขนส่งภายในประเทศ ค่าจัดการสินค้าควบคุมอุณหภูมิสำหรับสินค้าแช่เย็นและแช่แข็ง ตลอดจนค่าจัดเก็บและค่าเสียเวลาตู้ ใบเสนอราคาที่ครอบคลุมเฉพาะค่าระวางเรือจึงยังไม่ใช่ต้นทุนนำเข้ารวม
การเลือกรูปแบบการขนส่งให้เหมาะกับสินค้าอาหาร
สินค้าที่เก็บที่อุณหภูมิปกติ มีอายุการเก็บรักษายาว และขนส่งในปริมาณมาก ควรใช้ตู้คอนเทนเนอร์เต็มตู้ การขนส่งทางทะเลเป็นวิธีที่ประหยัดที่สุดเมื่อคิดตามน้ำหนัก และการใช้ตู้เต็มยังหมายความว่าสินค้าไม่ถูกเปิด ไม่ถูกแยกตู้ และไม่ถูกจัดการปะปนกับสินค้าของผู้อื่น
สินค้าปริมาณน้อยและคำสั่งซื้อครั้งแรกมักใช้บริการรวมตู้ (LCL) แต่ต้องเผื่อขั้นตอนเพิ่มเติมไว้ด้วย เพราะสินค้าแบบ LCL จะถูกแยกตู้ที่สถานีบรรจุและแยกสินค้าหลังจากมาถึง ซึ่งเพิ่มทั้งการยกขนและระยะเวลาก่อนที่สินค้าจะพร้อมใช้งาน สำหรับอาหารที่เหลืออายุการเก็บรักษาไม่มาก ขั้นตอนนี้มีผลอย่างยิ่ง
การขนส่งทางอากาศคุ้มค่ากับสินค้าแช่เย็น สินค้าที่มีอายุการเก็บรักษาสั้น สินค้าที่มีมูลค่าต่อกิโลกรัมสูง และการส่งล็อตแรกของสินค้าใหม่ที่การส่งช้ามีต้นทุนสูงกว่าค่าขนส่งที่แพงกว่า สำหรับการขนส่งทางทะเลแบบควบคุมอุณหภูมิ ควรตกลงอุณหภูมิที่ตั้งไว้ การตั้งค่าระบายอากาศ และการตรวจสภาพตู้ก่อนบรรจุเป็นลายลักษณ์อักษร และควรใส่เครื่องบันทึกอุณหภูมิไว้ในตู้ เพราะข้อพิพาทเรื่องตู้เย็นที่ไม่มีบันทึกอุณหภูมิเป็นข้อพิพาทที่ยากจะชนะ
รายการตรวจสอบก่อนการขนส่ง
ก่อนที่สินค้าจะออกจากคลังสินค้าต้นทาง ควรตรวจสอบรายการต่อไปนี้ให้ครบถ้วน
- บริษัทผู้นำเข้าจดทะเบียนในประเทศไทยและมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี
- ลงทะเบียนระบบศุลกากรไร้เอกสารเรียบร้อยและใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ยังไม่หมดอายุ
- ใบอนุญาตนำเข้าอาหารจาก อย. ยังมีผลบังคับ และสถานที่เก็บอาหารได้รับอนุมัติแล้ว
- ยืนยันประเภทของอาหารกับ อย. แล้ว มิใช่การสันนิษฐานเอง
- ขึ้นทะเบียนหรือจดแจ้งผลิตภัณฑ์เสร็จสิ้น และได้รับเลขสารบบอาหารแล้วในกรณีที่ต้องมี
- มีใบรับรอง GMP หรือมาตรฐานเทียบเท่าของผู้ผลิตครบถ้วน
- อาร์ตเวิร์กฉลากภาษาไทยได้รับอนุมัติ และพิมพ์จากต้นทางหรือมีกำหนดติดฉลากก่อนจำหน่าย
- ตรวจสอบการแสดงสารก่อภูมิแพ้และการแสดงวันที่ตามข้อกำหนดปัจจุบันแล้ว
- ยืนยันพิกัดศุลกากรและตรวจสอบอัตราอากรแล้ว
- จัดเตรียมหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าในแบบฟอร์มที่ถูกต้อง สำหรับกรณีขอใช้สิทธิพิเศษ
- จัดเตรียมใบรับรองสุขอนามัยหรือใบรับรองสุขอนามัยพืชตามที่ชนิดสินค้ากำหนด
- ใบกำกับสินค้า บัญชีบรรจุหีบห่อ และใบตราส่ง สอดคล้องกันและตรงกับสินค้าจริง
- จัดทำประกันภัยสินค้าเรียบร้อย
- ตกลงเงื่อนไข Incoterms และทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกันว่าใครรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนใด
- แจ้งรายละเอียดแก่ตัวแทนออกของและวางแผนการยื่นใบขนสินค้าล่วงหน้าแล้ว
สรุป
การนำเข้าอาหารมายังประเทศไทยเป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ หากดำเนินการด้านกฎระเบียบตั้งแต่เนิ่น ๆ และจะคาดการณ์ไม่ได้เลยหากไม่ทำเช่นนั้น ใบอนุญาต ประเภทของอาหาร และฉลาก เป็นเรื่องที่ต้องตัดสินใจล่วงหน้าหลายเดือนก่อนการจองระวาง ส่วนใบกำกับสินค้า หนังสือรับรองถิ่นกำเนิด และการยื่นใบขนสินค้าล่วงหน้า เป็นเรื่องที่ต้องตัดสินใจล่วงหน้าหลายสัปดาห์ก่อนสินค้ามาถึง ปัญหาที่เกิดขึ้นที่ท่าเรือเกือบทั้งหมดมีต้นตอมาจากสองจุดนี้ ไม่ว่าจะเพราะตัดสินใจผิดหรือเพราะยังไม่ได้ตัดสินใจ
เวิลด์ลิงค์ ชิปปิ้ง ให้บริการครบทั้งสองด้าน ทั้งการรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและการดำเนินพิธีการศุลกากรในฐานะตัวแทนออกของที่ได้รับอนุญาต การวางแผนเส้นทางขนส่งและแผนด้านกฎระเบียบจึงจัดทำโดยทีมงานชุดเดียวกัน หากท่านกำลังวางแผนนำเข้าอาหารมายังประเทศไทยเป็นครั้งแรก หรือมีสินค้ารายการใหม่ที่ยังไม่เคยนำเข้า เรายินดีตรวจสอบข้อกำหนดร่วมกับท่านก่อนที่ท่านจะผูกพันกำหนดส่งมอบ